ดูก่อนนายสารถี ข้าพเจ้ามิได้เป็นคนหนวก
มิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย มิได้มีอินทรีย์
วิกลวิการ ถ้าท่านฝังข้าพเจ้าในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่
เป็นธรรม เชิญท่านดูขาและแขนของข้าพเจ้า และ
เชิญฟังคำภาษิตของข้าพเจ้า ถ้าท่านฝังข้าพเจ้าเสีย
ในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พธิโร ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสอย่างนี้
พอแสดงว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ถ้าพระราชามีรับสั่งให้ฝังพระโอรสนี้อย่าง
นั้น แต่เรามิได้เป็นอย่างนั้น. บทว่า ปิงฺคโล ได้แก่ มีอินทรีย์วิกลวิการ.
บทว่า มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขนํ วเน ความว่า ถ้าท่านฝังเราผู้เว้นจากความ
เป็นคนหนวกเป็นต้นเห็นปานนี้เสียในป่า ท่านก็พึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
เตมิยกุมารนั้นเห็นนายสารถี แม้ฟังคาถาแรกแล้วก็ไม่แลดูพระองค์เลย ทรง
ดำริว่า เราจักแสดงแก่นายสารถีนี้ว่า เราไม่หนวก ไม่ใบ้ ไม่ง่อยเปลี้ย ตก
แต่งสรีระแล้ว จึงตรัสดาถานี้ว่า อูรู เป็นต้น คาถานั้นมีเนื้อความว่า แน่ะ
นายสารถีเพื่อนรัก ท่านจงดูขาทั้งสองของเราคือของข้าพเจ้า ซึ่งเช่นกับลำต้น
กล้วยทองคำ และแขนทั้งสองของเราคือของข้าพเจ้า ซึ่งมีวรรณะดังใบกล้วย
ทองคำ และจงฟังคำอันไพเราะของเรา.
แต่นั้น นายสารถีคิดว่า นี่ใครหนอ ตั้งแต่มาก็สรรเสริญแต่ตนเท่านั้น
เขาหยุดขุดหลุมเงยหน้าขึ้นดู ได้เห็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์ เมื่อยังไม่รู้จัก
พระมหาสัตว์ว่า ชายคนนี้เป็นมนุษย์หรือเทวดาหนอ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักก
เทวราชผู้ให้ทานในก่อน ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตร
ของใคร พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.