ปรารถนาโอกาสวันหนึ่ง เราจักยังมโนรถของมโหสถให้เต็ม จึงสรวลขึ้นด้วย
วิสาสะกับพระราชา ทูลว่า พระองค์จักขับข้าพระบาทเหล่านี้ ผู้ไม่สามารถ
กล่าวแก้ปัญหาจากแคว้นจริง ๆ หรือ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสตอบว่า
จริง ๆ ซิบัณฑิต เสนกะจึงทูลว่า พระองค์ทรงกำหนดปัญหานี้ว่า ปัญหามี
เงื่อนเดียวหรือ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่สามารถจะกล่าวแก้ปัญหานี้ในวันนี้
ขอได้ทรงงดหน่อยหนึ่ง ปัญหานี้มีเงื่อน ข้าพระองค์ทั้งหลายจักกล่าวแก้ใน
ท่ามกลางประชุมชน จะต้องนั่งคิดในที่หนึ่ง ภายหลังจักทูลแก้แด่พระองค์
ขอได้โปรดพระราชทานโอกาสแก่พวกข้าพระองค์ เสนกะกล่าวดังนี้แลดู
มโหสถแล้วกล่าว ๒ คาถานี้ว่า
ข้าแต่พระจอมประชากร ในเมื่อสมาคมแห่ง
หมู่ชนอึกทึก ในเมื่อชุมนุมแห่งชนโกลาหล ข้า-
พระองค์ทั้งหลายมีใจฟุ้งซ่าน มีจิตไม่แน่วอยู่ที่เดียว
จึงไม่สามารถจะพยากรณ์ปัญหานั้น นักปราชญ์ทั้งหลาย
มีจิตมีอารมณ์เดียว คน ๆ หนึ่งอยู่ในที่ลับ คิดเนื้อความ
ทั้งหลาย พิจารณาอยู่ในสถานที่เงียบ ภายหลังจัก
กราบทูลแก้เนื้อความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมสิตฺวาน ความว่า นักปราชญ์
เหล่านี้มีจิตมีอารมณ์เดียว ตั้งอยู่ในกายวิเวกและจิตวิเวกพิจารณาปัญหานี้แล้ว
จักกล่าวเนื้อความนั้นแด่พระองค์.
พระราชาทรงสดับคำของเสนกะก็ดีพระหฤทัย ตรัสคุกคามดังนี้ว่า
ดีแล้ว ท่านทั้งหลายจงคิด เมื่อแก้ไม่ได้จักให้ขับเสีย บัณฑิตทั่ง ๔ ลงจาก
พระราชนิเวศน์ เสนกะจึงกล่าวกะบัณฑิตนอกนี้ว่า พระราชาตรัสถามปัญหา