บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตา ความว่า พระองค์เป็นผู้ซุบเลี้ยง
เหล่าข้าพระองค์ และเป็นผู้ทรงอดทนต่อพระราชภารกิจที่เกิดขึ้น ขอพระองค์
โปรดตรัสข้อนั้นก่อนเถิด. บทว่า ตว ฉนฺทรุจีนิ ความว่า บัณฑิต ๕ คน
เหล่านั้นพิจารณาสิ่งที่พระองค์พอพระราชหฤทัย และเหตุเป็นที่ชอบด้วยพระ-
อัธยาศัยแล้ว จักกราบทูลในภายหลัง.
ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสคาถานี้ ด้วยความเป็นผู้เป็นไปในอำนาจ
กิเลสของพระองค์ว่า
ภรรยาใดมีศีลาจารวัตร ไม่ให้ผู้อื่นลักสัมผัส
คล้อยตามอำนาจความพอใจของภัสดา เป็นที่รักเป็นที่
เจริญใจ สามีควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือ
ควรสรรเสริญ อันเป็นความลับแก่ภรรยา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนญฺเถยฺยา ความว่า อันผู้อื่นไม่พึง
จับต้องด้วยอำนาจกิเลส.
แต่นั้นเสนกะยินดีว่า บัดนี้เราทั้งหลายยังพระราชาให้เข้าในพวกเรา
ได้แล้ว เมื่อจะแสดงเหตุการณ์ที่ตนทำไว้เอง จึงกล่าวคาถานี้ว่า
สหายใดเป็นที่ระลึก เป็นที่ถึง เป็นที่พึ่งของ
บุคคลผู้ถึงความทุกข์ เดือดร้อนอยู่ บุคคลควรเปิดเผย
ข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็น
ความลับ แก่สหายนั้นเทียว.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามปุกกุสะว่า แน่ะอาจารย์ปุกกุสะ ท่านเห็น
อย่างไร ความลับของตนควรบอกแก่ใคร ปุกกุสะเมื่อจะกราบทูลจึงกล่าวคาถา
นี้ว่า