บทว่า ขุทฺทเวฬุภิ ความว่า งามด้วยแถวโลมชาติบาง ๆ เหมือนอย่างแม่น้ำ
ที่ดาดาษด้วยไม้ไผ่เล็ก ๆ ย่อมงามฉะนั้น. บทว่า กลฺยาณี ความว่า ประกอบ
ด้วยความงาม ๕ อย่าง คือ งามผิว งามเนื้อ งามผม งามเส้นเอ็นและงาม
กระดูก. บทว่า ปมา ติมฺพรุตฺถนี ความว่า พระนางนันทาเทวีนั้นมี
พระยุคลถันชิดกัน สมบูรณ์ด้วยสัณฐาน ปานประหนึ่งคู่แห่งผลมะพลับทอง
ที่วางไว้บนแผ่นทองฉะนั้น งามเป็นที่หนึ่ง คือ สูงสุด.
เมื่อพระมหาสัตว์พรรณนารูปสิริของพระนางนันทาเทวีอย่างนี้แล้ว
พระนางเธอได้เป็นเหมือนพระเจ้าจุลนีไม่เคยได้ทอดพระเนตรเห็นมาก่อน
พระองค์เกิดความเสน่หามีกำลัง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทราบว่า พระเจ้าจุลนีมีความเสน่หาเกิดขึ้นจึง
ได้กล่าวคาถาเป็นลำดับไปว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพาหนะสมบูรณ์ด้วยสิริ พระ-
องค์ ทรงยินดีด้วยการทิวงคตของพระนางนันทาเทวี
เป็นแน่ ข้าพระองค์และพระนางนันทาเทวีจะไปสู่
สำนักยมราชเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิริพาหน ความว่า มโหสถกล่าวว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้มีพาหนะถึงพร้อมด้วยสิริ พระองค์ย่อมทรงยินดีด้วยการ
ทิวงคตของพระนางนันทาเทวีผู้ทรงพระรูปอันอุดมอย่างนี้แน่. บทว่า คจฺฉาม
ความว่า ก็ถ้าพระองค์จักฆ่าข้าพระองค์ พระราชาของข้าพระองค์ก็จักฆ่า
พระนางนันทาเทวีอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น พระนางนันทาเทวีและข้าพระ-
องค์ก็จักไปสำนักของยมราช ยมราชเห็นข้าพระองค์ทั้งสองแล้วก็จักให้พระนาง
นันทาเทวีแก่ข้าพระองค์เท่านั้น เมื่อข้าพระองค์แม้ตายแล้ว ก็ยังได้นางแก้ว
เช่นนั้น จักเสียประโยชน์อะไรเล่า ข้าพระองค์แลไม่เห็นความเสื่อมเพราะตัว