Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 226

เล่ม มมร. 65 หน้า 226 ข้อ 60 61
อันมีกระแสสิ้นไป นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ทำซึ่ง ตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย พึงเป็นผู้ไม่ยึดถือ ว่าของเราประพฤติ. [๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- ธีรชนพึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ กำหนดรู้ ผัสสะแล้ว ไม่เป็นผู้ตามติดใจ ตนติเตียนกรรมใด ไม่ทำ กรรมนั้นอยู่ ย่อมไม่ติดในทิฏฐารมณ์ และสุตารมณ์. [๖๑] คำว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ มีความว่า ที่สุด คือ ผัสสะเป็นที่สุดอันที่ ๑ ผัสสสมุทัยเป็นที่สุดอันที่ ๒, อดีตเป็น ที่สุดอันที่ ๑ อนาคตเป็นที่สุดอันที่ ๒, สุขเวทนาเป็นที่สุดอันที่ ๑ ทุกข- เวทนาเป็นที่สุดอันที่ ๒, นามเป็นที่สุดอันที่ ๑ รูปเป็นที่สุดอันที่ ๒, อายตนะภายใน ๖ เป็นที่สุดอันที่ อายตนะภายนอก ๖ เป็นที่สุดอันที่ ๒, สักกายะเป็นที่สุดอันที่ ๑ สักกายสมุทัยเป็นที่สุดอันที่ ๒, คำว่า ความพอ ใจ ได้แก่ ความพอใจคือความใคร่ ความกำหนัดคือความใคร่ ความ เพลินคือความใคร่ ในกามทั้งหลาย ความปรารถนาในกาม ความเสน่หา ในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม ห้วงคือกาม ความประกอบในกาม ความยึดถือในกาม เครื่องกั้นกางคือ กามฉันทะ. คำว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ คือพึงกำ- จัด พึงกำจัดเฉพาะ พึงละ พึงบรรเทา พึงทำให้สิ้นไป พึงให้ถึงความ ไม่มีในภายหลัง ซึ่งความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka