ว่า ตนติเตียนกรรมใด ไม่กระทำกรรมนั้น.
[๖๔] คำว่า ธีรชนย่อมไม่ติดในทิฏฐารมณ์และสุตารมณ์
มีความว่า ความติด ได้แก่ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วยตัณหา ๑
ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความติดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความติดด้วยทิฏฐิ คำว่า ธีรชน คือ บุคคลผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง
ผู้ดำเนินด้วยปัญญา ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง
ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ธีรชนละความติดด้วยตัณหา สละคืน
ความติดด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่ติด คือ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด
ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว
ในทิฏฐารมณ์ สุตารมณ์ มุตารมณ์ วิญญาตารมณ์ เป็นผู้มีจิตกระทำให้
ปราศจากแดงกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธีรชนย่อมไม่ติดใน
ทิฏฐารมณ์และสุตารมณ์.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ธีรชนพึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ กำหนด
รู้ผัสสะแล้ว ไม่เป็นผู้ตามติดใจ ตนติเตียนกรรมใด ไม่
ทำกรรมนั้น ย่อมไม่ติดในทิฏฐารมณ์และสุตารมณ์.
[๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
มุนีกำหนดรู้สัญญาแล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึด
ถือทั้งหลาย พึงข้ามโอตะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว
ไม่ประมาท ประพฤติอยู่ ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า.
[๖๖] คำว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว....พึงข้ามโอตะได้ มีความ