เธอทั้งหลายละแล้ว มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอด
ด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วย
ประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า ปหานปริญญา.
คำว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว คือ กำหนดรู้สัญญา ด้วยปริญญา
๓ นี้ คำว่า พึงข้ามโอฆะได้ คือ พึงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วง
เลย ก้าวล่วงกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว พึงข้ามโอฆะได้.
[๖๗] คำว่า มุนีไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย มีความ
ว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ ความยึดถือด้วยตัณหา ๑
ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่า ความยึดถือด้วยตัณหา ฯลฯ
นี้เรียกว่า ความยึดถือด้วยทิฏฐิ คำว่า มุนี มีความว่า ญาณ เรียกว่า
โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น
ธรรม ความเห็นชอบ บุคคลประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า มุนี คือผู้ถึง
ญาณที่ชื่อว่า โมนะ โมเนยยะคือ ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี มี ๓ อย่าง คือ
โมเนยยธรรมทางกาย ๑ โมเนยยธรรมทางวาจา ๑ โมเนยยธรรม
ทางใจ ๑.
โมเนยยธรรมทางกาย เป็นไฉน ? การละกายทุจริต ๓ อย่าง
ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีกายเป็นอารมณ์
กายปริญญา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในกาย ความ
ดับแห่งกายสังขาร ความบรรลุจตุตถฌาน ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย
นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย.