Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 311

เล่ม มมร. 65 หน้า 311 ข้อ 69
ในทุติยฌานนี้เป็นอย่าง ๑ ก็เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌาน เป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่าน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารนํ วูปสมา ดังนี้. ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์ภายในที่แน่นอน อธิบายว่า เกิดในตน คือบังเกิดในสันดานของตน. บทว่า สมฺปสาทนํ ความว่า ศรัทธา ท่านเรียกว่า สมัปสาทนะ ความผ่องใส แม้ฌานก็ชื่อสัมปสาทนะ เพราะประกอบด้วยความผ่องใส ดุจผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นยังใจให้ผ่องใส เพราะประกอบด้วย ความผ่องใส และเพราะยังความกำเริบแห่งวิตกวิจารให้สงบ ฉะนั้น ท่าน จึงเรียกว่า สัมปสาทนะ. และในอรรถวิกัปนี้ พึงทราบการเชื่อมบทอย่าง นี้ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส มีความผ่องใสแห่งใจ ดังนี้. ส่วนในอรรถ วิกัปแรก พึงประกอบบท เจตโส นี้ กับบท เอโกทิภาเวน ในอรรถ วิกัปนั้นมีอรรถโยชนาดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า เอโกทิ เพราะอรรถว่า เป็นธรรมเอกผุดขึ้น อธิบายว่า เป็น ธรรมเลิศ คือ ประเสริฐ เพราะไม่ถูกวิตกวิจารท่วมทับผุดขึ้น. ความจริง แม้ธรรมที่ประเสริฐ ท่านก็เรียกว่า เป็นเอกในโลก. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่เว้นจากวิตกวิจาร เป็นธรรมเอก คือไม่มี ธรรมที่เป็นไปร่วม ย่อมเป็นไปดังนี้ก็มี. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทิ เพราะอรรถว่า ยังสัมปยุตธรรมทั้งหลาย ให้เกิด ความว่า ให้ตั้งขึ้น, ธรรมนั้นเป็นเอก เพราะอรรถว่า ประเสริฐ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka