Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 318

เล่ม มมร. 65 หน้า 318 ข้อ 69
การพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลายเป็นต้น ในเมื่อเห็นไตรลักษณ์ ด้วยวิปัสสนาญาณ เกิดขึ้นแก่ผู้ปรารภวิปัสสนา ฉันนั้นนั่นแลความเป็น กลางนี้ชื่อว่า วิปัสสนุเปกขา. ก็เมื่อบุรุษนั้นจับงูไว้มั่นด้วยท่อนไม้มีลักษณะ เหมือนกีบแพะ คิดว่า เราจะไม่เบียดเบียนงูนี้ และจะไม่ให้งูนี้กัดเรา จะพึงปล่อยไปอย่างไร เมื่อกำลังคิดหาวิธีปล่อยอยู่นั้นแล มีความเป็น กลางในการจับงูไว้ ฉันใด เมื่อบุคคลเห็นภพทั้ง ๓ เหมือนถูกไฟไหม้ เพราะเห็นไตรลักษณะแล้ว ความเป็นกลางในการยึดถือสังขารมีขึ้นฉันนั้น เหมือนกัน ความเป็นกลางนี้ชื่อว่า สังขารุเปกขา. แม้สังขารุเปกขาก็ย่อม สำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งวิปัสสนุเปกขา ด้วยประการฉะนี้. ก็ด้วยประการ นี้ สังขารุเปกขานี้จึงแบ่งเป็น ๒ โดยกิจ กล่าวคือความเป็นกลางในการ พิจารณาและการยึดถือ. ส่วนวิริยุเปกขาและเวทนุเปกขาต่างกันและกัน และต่างจากอุเบกขาที่เหลือลงทั้งหลายโดยครามเท่านั้นแล. และท่านสรุปไว้ในที่นี้ว่า :- อุเปกขา โดยพิสดารมี ๑๐ คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา พรหมวิหารุเปกขา โพชฌังคุเปกขา ฉฬังคุเปกขา ฌานุ- เปกขา ปาริสุทธุเปกขา วิปัสสนุเปกขา สังขารุเปกขา เวทนุเปกขา วิริยุเปกขา แบ่งที่เป็นความเป็นกลางเป็น ต้น ๖ ที่เป็นปัญญา ๒ อย่าง อย่างละ ๒ รวมเป็น ๔ ดังนี้. บรรดาอุเบกขาเหล่านี้ ฌานุเปกขาท่านประสงค์เอาในที่นี้ ด้วย ประโยคการฉะนี้. ฌานุเปกขานั้น มีมัชฌัตตะความเป็นกลาง เป็นลักษณะ. ในข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ฌานุเปกขานี้ โดยความก็คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka