ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า กระทำเนื้อความ ๔ อย่าง ที่กล่าว
แล้วด้วยสามารถบีบคั้นทุกข์เป็นต้น ให้ไม่รู้แล้ว.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด,
คติ, ภพ, วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งหลาย ในสงสารอันไม่มีที่สุด.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า แล่นไปในสตรีและบุรุษเป็นต้น
ซึ่งไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในขันธ์เป็นต้นซึ่งมีอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดธรรมทั้งหลายที่อาศัย
วัตถุและอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นเกิดขึ้นก็มี. ซึ่งอวิชชาโอฆะนั้น.
พึงข้ามขึ้น ด้วยสามารถกาโมฆะ พึงข้ามพ้น ด้วยสามารถ
ภโวฆะ, พึงล่วงเลย ด้วยสามารถทิฏโฐฆะ, พึงก้าวล่วง ด้วยสามารถ
อวิชโชฆะ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงข้ามขึ้น ด้วยสามารถละด้วยโสดาปัตติมรรค, พึง
ข้ามพ้น ด้วยสามารถละด้วยสกทาคามิมรรค, พึงล่วงเลย ด้วยสามารถ
ละด้วยอนาคามิมรรค, พึงก้าวล่วง ด้วยสามารถละด้วยอรหัตตมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บท ๕ บทมีบทว่า ตเรยฺย เป็นต้น พึงประกอบ
ด้วยปหานะ มี ตทังคปหานะ เป็นต้น อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.
พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ดังนี้แล้ว เพื่อ
จะแสดงญาณนั้นโดยประเภท จึงกล่าวว่า ยา ปญฺา ปชานนา
เป็นต้น.
เว้นนัยที่กล่าวแล้วนั้นนั่นเอง พึงทราบบทว่า อโมโห ธมฺมวิจโย
ดังต่อไปนี้.