Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 385

เล่ม มมร. 65 หน้า 385 ข้อ 69
คนไม่หลง ย่อมเห็นอนัตตาด้วยความไม่หลง เพราะไม่มีความสงสัย ทั้งปวง. ก็คนไม่หลงเป็นคนฉลาดถือเอาความแน่นอน ย่อมรู้ขันธปัญจก ซึ่งไม่ใช่ผู้นำ. โดยความไม่ใช่ผู้นำ เหมือนอย่างว่า เห็นอนัตตาเพราะ ความไม่หลง ฉันใด. ความไม่หลงเพราะเห็นอนัตตา ฉันนั้น. ก็ใครแล รู้ความว่างเปล่าแห่งอัตตาแล้ว จะพึงถึงความลุ่มหลงอีก แล. บทว่า เตน าเณน สมนฺนาคโต ความว่า พระเสขะเป็นต้นผู้มี ความพร้อมเพรียงด้วยญาณมีประการดังกล่าวแล้วนั้น ชื่อว่า มุนี. บทว่า โมนปฺปตฺโต ความว่า ถึงแล้วซึ่งความเป็นมุนี ด้วยญาณ ที่ได้เฉพาะแล้ว. บทว่า ตีณิ เป็นบทกำหนดจำนวน. บทว่า โมเนยฺยานิ ได้แก่ ธรรมคือข้อปฏิบัติ ที่กระทำความ เป็นมุนี คือกระทำให้เป็นมุนี. ในบทว่า กายโมเนยฺยํ เป็นต้น มี วินิจฉัยดังต่อไปนี้. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งกายวิญญัตติ และรูป กาย ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งวจี วิญญัตติและสัททวาจา ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา. ข้อที่พึงบัญญัติ ด้วยสามารถแห่งจิตที่เป็นไปในมโนทวารเป็นต้น ชื่อว่า โมเนยยธรรม ทางใจ. บทว่า ติวิธกายทุจฺจริตานํ ปหานํ ได้แก่ การละความประพฤติ ชั่วที่เป็นไปทางกาย ๓ อย่าง มีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า กายสุจริตํ ได้แก่ ความประพฤติดีที่เป็นไปทางกาย.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka