นั้นหมดจด เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่าเป็นผู้พูดอย่างนั้น คือทิฏฐิ
นั้นแหละย่อมบอกว่า ผู้นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่บอกอย่างนั้น ๆ โดยนัยว่า
โลกเที่ยงเป็นต้น สมควรแก่ทิฏฐิ.
ชื่อว่า ยังมีราคะ เพราะอรรถว่า เป็นไปกับด้วยราคะ. ความว่า
มีราคะ แม้ในบทว่า สโทโส เป็นต้นก็นัยนี้แล.
คาถาที่ ๓ ว่า น พฺราหฺมโณ เป็นต้น เนื้อความของคาถานั้น
ว่าก็ผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยคือย่างบาปเสียแล้ว ผู้นั้นถึงความ
สิ้นอาสวะ เป็นพราหมณ์ขีณาสพ ด้วยมรรค ไม่กล่าวความหมดจดด้วย
มิจฉาญาณที่เกิดขึ้น ในอารมณ์ที่เห็นกล่าวคือรูปที่สมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง
ในอารมณ์ที่ได้ยินกล่าวคือเสียงอย่างนั้น ในศีลกล่าวคือความไม่ก้าวล่วง
ในวัตรต่างโดยหัตถีวัตรเป็นต้น และในอารมณ์ที่ทราบต่างโดยปฐพีเป็น
ต้น ซึ่งอื่นจากอริยมรรคญาณ. คำนี้ท่านกล่าวด้วยการกล่าวสรรเสริญ
พราหมณ์ขีณาสพ.
ก็พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญที่เป็นไปในธาตุสาม และใน
บาปทั้งปวง เป็นผู้ละเสียซึ่งตน เพราะเหตุไร ? เพราะละตนนั้นได้คือ
เพราะละความเห็นว่าตนหรือความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง. ท่านกล่าวว่า
เป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ให้โลกนี้ เพราะไม่การทำปุญญาภิสังขารเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบการเชื่อมบทนั้น ทั้งหมดนั้นแล ด้วยบทแรกว่า พราหมณ์
ผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ผู้ละเสียซึ่งตน ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้
ไม่กล่าวความหมดจด โดยมรรคอื่น.
บทว่า นาติ ปฏิกฺเขโป ความว่า น ศัพท์เป็นศัพท์ปฏิเสธ.