เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ยึดถือ
ทิฏฐิ.
[๑๗๕] คำว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด....ด้วยกิเลส
อะไรเล่า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ
ความกำหนดด้วยตัณหา ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้นละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว ใคร ๆ จะพึงกำหนด
บุคคลนั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุ-
สัยอะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่นถึงความฟุ้ง
ซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่า
นั้น อันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงเหล่านั้นแล้ว
ใคร ๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้นด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นผู้เกิดขึ้น
นรกเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น
สัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือ
เป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนด. คำว่า
........ในโลก ได้แก่ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุ-
โลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด
.......ด้วยกิเลสอะไรเล่า. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-