รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่ามีที่สุด
โดยที่กำหนดด้วยกสิณด้วย ทิฏฐินั้นย่อมเป็นทั้งสัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ
แต่ผู้ได้กสิณไพบูลย์ เข้ากสิณนั้น ยึดถือรูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไป
ภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่าไม่มีที่สุดโดยที่สุดที่กำหนดด้วยกสิณด้วย
ย่อมมีทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐินั้นก็เป็นทั้ง
สัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ.
บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึด
ถือว่าขาดสูญ ว่าเมื่อสรีระขาดสูญ แม้ชีพก็ขาดสูญ เพราะยึดถือว่า เป็น
ชีพของสรีระซึ่งมีการแตกไปเป็นธรรมดานั่นเองด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าว
ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ว่าแม้เมื่อสรีระขาดสูญ ชีพก็ไม่
ขาดสูญ เพราะถือว่าชีพเป็นอื่นจากสรีระ. ในบทว่า โหติ ตถาคโต
เป็นต้นมีความว่า ทิฏฐิ ๑ ชื่อว่า สัสสตทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า สัตว์
ชื่อว่าตถาคต สัตว์นั้นเบื้องหน้าแต่มรณะ มีอยู่ ทิฏฐิที่ ๒ ชื่อว่าอุจเฉท
ทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า ไม่มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๓ ชื่อว่า เอกัจจสัสสต
เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี. ทิฏฐิที่ ๔ ชื่อว่าอมราวิกเขป
ทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้. ทิฏฐิ ๑๐ อย่าง
มีประการดังกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้. ทิฏฐิมี ๒ อย่าง ตามกิเลส คือ
ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น แม้สักอย่างหนึ่ง พระ
ขีณาสพเหล่านั้นก็ไม่ปรารถนา.
บทว่า เย กิเลสา ความว่า กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้ว