Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 612

เล่ม มมร. 65 หน้า 612 ข้อ 194 195
[๑๙๔] คำว่า ผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว มีความว่า ทราบ รู้ เทียบเคียง ตรวจทราบ สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งโทษนั้น ในวัตถุที่ยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า รู้เห็นโทษแม้นั้น แล้วละ คำว่า บัณฑิต ได้แก่ ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษ แม้นั้นแล้ว. [๑๙๕] คำว่า พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่า ของเรา มีความว่า คำว่า ความยึดถือว่าของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่า ของเรา ๒ อย่างคือ ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของ เรา ด้วยทิฏฐิ ๑. คำว่า พุทธมามกะ ได้แก่ ผู้นับถือพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ คือบุคคลผู้นั้นย่อมนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าของเรา พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงกำหนดบุคคลผู้นั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้คดโกง กระด้าง พูดพล่อย กรีดกราย มีมานะจัด มีจิตไม่ตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่นับถือเรา เป็น ผู้ไปปราศแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมไม่ถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายส่วนว่า ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย ปัญญาไม่กระ- ด้าง มีจิตตั้งมั่นดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka