Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 675

เล่ม มมร. 65 หน้า 675 ข้อ 242
เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตน สมาบัติบ้าง ในกาลก่อน คือในคราวเป็นสมณะ นี้เรียกว่า เกียรติ. คำว่า ยศและเกียรติในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อมเสื่อมไป มีความว่า สมัยต่อมา เมื่อภิกษุนั้นบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา เวียนมาเป็นคฤหัสถ์ ยศนั้นและเกีตรตินั้นย่อมเสื่อมไปคือ เสื่อมรอบ สิ้นไป หมดไป สิ้นไป สลายไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ยศและเกียรติ ในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อมเสื่อมไป. ว่าด้วยสิกขา ๓ อย่าง [๒๔๒] คำว่า ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้วพึงศึกษาเพื่อ ละเมถุนธรรมเสีย มีความว่า คำว่า นั้น คือ ภิกษุเห็น พบ เทียบ- เตียงพิจารณาทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่งสมบัติและวิบัตินั้น คือ ยศและเกียรติในกาลก่อน คือในคราวเป็นสมณะ กลายเป็นความเสื่อมยศ และเสื่อมเกียรติของภิกษุผู้บอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา แล้วเวียนมาเป็นคฤหัสถ์ในภายหลัง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นความ เสื่อมแม้นั้นแล้ว. คำว่า พึงศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑. อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วย ความสำรวมในปาติโมกข์ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจระ เห็นภัยในโทษ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka