[๒๙๐] คำว่า ความยินดีและความยินร้าย ย่อมมีในเพราะ
ความวิวาทเหล่านั้น มีความว่า ย่อมมีความชนะและความแพ้, ลาภ
และความเสื่อมลาภ, ยศและความเสื่อมยศ, นินทาและสรรเสริญ, โสมนัส
และโทมนัส, อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์, ความปลอดโปร่งและความ
กระทบกระทั่ง, ความยินดีและความยินร้าย, ความดีใจและความเสียใจ
คือ จิตยินดีเพราะความชนะ จิตยินร้ายเพราะความแพ้, จิตยินดีเพราะ
ลาภ จิตยินร้ายเพราะความเสื่อมลาภ, จิตยินดีเพราะยศ จิตยินร้ายเพราะ
ความเสื่อมยศ, จิตยินดีเพราะสรรเสริญ จิตยินร้ายเพราะนินทา, จิตยินดี
เพราะสุข จิตยินร้ายเพราะทุกข์, จิตยินดีเพราะโทมนัส, จิตยินดีเพราะ
เฟื่องฟูขึ้น จิตยินร้ายเพราะตกอับ, เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความยินดีและ
ความยินร้าย ย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่านั้น.
[๒๙๑] คำว่า บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงงดเว้นการคัด
ค้านกัน มีความว่า คำว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว ได้แก่ เห็น พบ
เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่งโทษนั้น ในเพราะ
ความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่ง
กันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะทิฏฐิ ความมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว. คำว่า พึงงดเว้นการคัด
ค้านกัน ได้แก่ ความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน
ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เรียกว่า การคัดค้านกัน, อีกอย่างหนึ่ง
ถ้อยคำที่ไม่มีน้ำมีนวล เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน บุคคลไม่พึงทำถ้อยคำ
คัดค้านกัน คือ ไม่พึงทำความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความ