ชื่อว่า ทิฏฺิยายก เพราะอรรถว่า ไปสู่ทิฏฐิ เป็นทุติยาวิภัตติ.
แม้ที่เป็นฉัฏฐีวิภัตติ เป็น ทิฏฺิยา เพราะอรรถว่า การไปของ
ทิฏฐิ ก็มี.
บทว่า น มุติยา ส มานเมติ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความ
ถือตัวแม้ด้วยอารมณ์ที่ทราบ ชนิดมีรูปที่เขาทราบเป็นต้น.
บทว่า น หิ ตมฺมโย โส ความว่า เป็นผู้ไม่มีตัณหา คือเป็นผู้
ไม่มีตัณหานั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยสามารถแห่งตัณหาและทิฏฐิ แต่
ผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.
บทว่า น กมฺมุนา นาปิ สุเตน เนยฺโย ความว่า มุนีนั้น
ย่อมไม่เป็นผู้อันกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น หรือเสียงที่ได้ยินมีความ
หมดจดที่ได้ยินเป็นต้น นำไปได้.
บทว่า อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้อัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปแล้วในที่อาศัย คือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง เพราะ
ละความนำเข้าไปทั้งสองได้แล้ว.
กลิ่น รส และโผฏฐัพพะชื่อว่ารูปที่เขาทราบแล้ว ในบทว่า มุตรูเปน
วา นี้.
บทว่า มานํ เนติ ความว่า ย่อมไม่ถึงอัสมิมานะการถือเราถือเขา.
บทว่า น อุเปติ ความว่า ย่อมไม่มาสู่ที่ใกล้.
บทว่า น อุปคจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่เข้าไปตั้งอยู่.
บทว่า ตมฺมโย ได้แก่ การทำความอิ่มใจ และแก่มุนีนั้นผู้เป็น
อย่างนี้.