ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ
พระอรหันต์นั้น ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำ
ไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา
สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ จึงไม่กระทำตัณหา หรือทิฏฐิ
ไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไป คือ ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด
ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิ
เป็นใหญ่ ไม่เป็นผู้อันตัณหาหรือทิฏฐิแวดล้อมทั่วไป แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า ความทำไว้ในเบื้องหน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น .
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ไม่เป็นไปตามความเพลินในรูปว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีรูปอย่างนี้ ไม่เป็นไปตามความเพลินในนามว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... มีสัญญาอย่างนี้ ... มีสังขารอย่าง
นี้ ... มีวิญญาณอย่างนี้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความทำไว้ในเบื้อง
หน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ย่อมไม่ตั้งจิตเพื่อได้จักษุและรูปที่ยังไม่
ได้ว่า ในอนาคตกาลเราพึงมีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้ เพราะเหตุไม่ตั้งจิตไว้
จึงไม่เพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลินจักษุและรูปนั้น ความทำไว้ใน
เบื้องหน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ไม่ทั้งจิตเพื่อได้หู
และเสียงที่ยังไม่ได้ว่า ในอนาคตกาลเราพึงมีหูดังนี้ ... ในอนาคตกาล
เราพึงมีจมูกดังนี้ มีกลิ่นดังนี้... ในอนาคตกาล เราพึงมีลิ้นดังนี้ มีรส
ดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีกายดังนี้ มีโผฏฐัพพะดังนี้ ... ในอนาคต-
กาล เราพึงมีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้ เพราะเหตุไม่ตั้งจิตไว้ จึงไม่