บทว่า ตาสี เป็นผู้สะดุ้ง คือมีความกลัวเป็นปกติ. บทว่า อุตฺตาสี< /B>
เป็นผู้หวาดเสียว คือมีความกลัวอย่างยิ่งเป็นปกติ. บทว่า ปริตฺตาสี
เป็นผู้สยดสยอง คือมีความกลัวเป็นปกติโดยรอบ. บทว่า ภายติ ย่อมกลัว
คือย่อมถึงความกลัว. บทว่า สนฺตาสํ อาปชฺตติ ย่อมถึงความสะดุ้ง
คือย่อมถึงความผิดรูป. บทว่า กตฺถี โหติ เป็นผู้อวด คือมีปกติกล่าว
คุณของคน. บทว่า วิกตฺถี เป็นผู้โอ้อวด คือเป็นผู้มีปกติกล่าวคุณโดย
ประการต่าง ๆ หลายอย่าง. บทว่า ชาติยา วา ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง
คือถึงพร้อมด้วยชาติมีความเป็นกษัตริย์เป็นต้น. บทว่า โคตฺเตน วา ด้วย
โคตรบ้าง คือโคตรชั้นอุกฤษฏ์ มีโคตมโคตรเป็นต้น. บทว่า โกลปุตฺ-
ติเกน วา ด้วยเป็นบุตรแห่งตระกูลบ้าง คือด้วยความเป็นผู้มีตระกูล
ใหญ่. บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง คือ
ด้วยความเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ. สรีระท่านเรียกว่า โปกขระ
อธิบายว่า เพราะมีรูปงามสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณแห่งสรีระนั้น. บทว่า
ธเนน วา เป็นอาทิ มีความง่ายทั้งนั้น .
บทว่า กุกฺกุจฺจํ ความรำคาญ เป็นบทแสดงหัวข้อของบทขยาย.
ในบทนั้น การทำที่น่าเกลียดชื่อว่า กุกฺกตํ. ความเป็นแห่งการกระทำอัน
น่าเกลียดนั้น ชื่อว่า กุกกุจจะ. ความน่าเกลียดนั้นพึงเห็นว่า มีความเดือด
ร้อนในภายหลังเป็นลักษณะ มีการเศร้าโศกถึงสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ
เป็นรส มีความเดือดร้อนเป็นปัจจุปัฏฐานะ (ความปรากฏ) มีการกระทำ
และไม่กระทำเป็นปทัฏฐานดุจความเป็นทาส. บทว่า หตฺถกุกฺกุจฺจมฺปิ
ความรำคาญมือบ้าง คือท่าความน่าเกลียดด้วยมือ ชื่อว่า กุกฺกตํ. ความเป็น
แห่งความน่าเกลียดด้วยมือนั้นชื่อว่า หัตถกุกกุจจะ แม้ในความทำความ