Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 82

เล่ม มมร. 66 หน้า 82 ข้อ 441
ดุจนารีผู้เจริญในบุรี. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า โปรี เพราะเป็นวาจาของชาวเมือง. อธิบายว่า เป็นคำพูดของชาวเมือง. จริงอยู่ ชาวเมืองเป็นผู้พูดเหมาะสม ย่อมเรียกคนปูนบิดาว่าบิดา คนปูนพี่ว่าพี่. ชื่อว่า พหุชนกนฺตา เพราะ คำพูดเห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่พอใจของชนหมู่มาก. ชื่อว่า พหุชนมนาปา เพราะเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก ทำความงดงามให้แก่ใจ ด้วยเป็นวาจา ที่พอใจ. อกุศลเจตนาอันยังกายประโยค และวจีประโยคให้ตั้งขึ้นด้วย ให้รู้ความไม่มีประโยชน์ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ. ชื่อว่า กาลวาที เพราะพูด ถูกกาลอันควร. อธิบายว่า พูดตามกำหนดกาลที่ควรพูด. ชื่อว่า ภูตวาที เพราะพูดจริงแท้ตามความจริง. ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะพูดอิงประโยชน์ ปัจจุบันและประโยชน์ในภายหน้า. ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะพูดอิงโลกุตร- ธรรม ๙. ชื่อว่า วินยวาที เพราะพูดอิงสังวรวินัย (การสำรวม) และ ปหานวินัย (การละ). ชื่อว่า นิธานวตี เพราะมีวาจาเป็นหลักฐาน ที่ท่าน เรียกว่านิธาน. อธิบายว่า กล่าวคำพูดอันควรจำไว้ในหทัย. บทว่า กาเลน โดยกาลอันควร คือแม้เมื่อจะกล่าววาจาเห็นปานนี้ก็ไม่กล่าวในกาลอันไม่ ควรว่า เราจักกล่าววาจาอันมีหลักฐาน. แต่กล่าวในกาลอันควร. บทว่า สาปเทสํ มีที่อ้างอิง อธิบายว่า พร้อมด้วยอุปมา พร้อมด้วยเหตุ. บทว่า ปริยนฺตวตึ มีส่วนสุด อธิบายว่า แสดงหัวข้อแล้วกล่าวไปตามที่ หัวข้อของวาจานั้นปรากฏ. บทว่า อตฺถสญฺหิตํ ประกอบด้วยประโยชน์ คือกล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์ เพราะมีประกอบด้วยอรรถที่ผู้นั้น กล่าว สมบูรณ์ด้วยอรรถอันผู้กล่าวจำแนกไว้หลายนัย สามารถถือเอาได้. อธิบายว่า มิใช่ยกบทอื่นแล้วกล่าวบทอื่น. บทว่า จตุทฺโทสาปคตํ วาจํ ภาสติ กล่าววาจาปราศจากโทษ ๔ คือกล่าววาจาปราศจากโทษ ๔ มีมุสาวาทเป็นต้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka