Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 138

เล่ม มมร. 66 หน้า 138 ข้อ 471
เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว เขาจึงไม่ประพฤติ ทางความฉิบหายแห่งโภคสมบัติ ๖ ประการ ชันตุชนย่อมทำความตัด สินใจด้วยตัณหา แม้ด้วยประการอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อม ประกอบการงานด้วยกสิกรรมบ้าง ด้วยพาณิชยกรรมบ้าง ด้วยโครักข- กรรมบ้าง ด้วยธนูศิลป์บ้าง ด้วยการรับราชการบ้าง ด้วยศิลป์ อย่างใด อย่างหนึ่งบ้าง ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยตัณหา แม้ด้วยประการ อย่างนี้. ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยทิฏฐิอย่างไร. เมื่อจักษุเกิดขึ้น แล้ว ชันตุชนก็รู้ว่า คนของเราเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจักษุหายไป ก็รู้ว่าตน ของเราหายไปแล้ว คนของเราปราศจากไปแล้ว ชันตุชนย่อมทำความ ตัดสินใจด้วยทิฏฐิ แม้ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อโสตะ. . . เมื่อฆานะ. . . เมื่อชิวหา . . . เมื่อกาย . . . เมื่อรูป . . . เมื่อเสียง . . . เมื่อกลิ่น . . . เมื่อรส เมื่อโผฏฐัพพะเกิดขึ้นแล้ว ชันตุชนก็รู้ว่า คนของเราเกิดขึ้นแล้ว เมื่อ โผฏฐัพพะหายไป ก็รู้ว่า คนของเราหายไปแล้ว ตนของเราปราศจากไป ไปแล้ว ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยทิฏฐิ คือให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ แม้ด้วยประการอย่างนี้. คำว่า ชันตุชน คือสัตว์ นระ มาณพ ฯลฯ มนุษย์. คำว่า ในโลก คือในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชน. . . ย่อมทำความตัดสินใจในโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความ เสียใจ ในโลก ฉันทะย่อมมีมา เพราะอาศัยธรรมนั้น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka