สหมจฺฉรา จ ความรำพันความโศก ความตระหนี่ เกิดมาแต่อะไร. บทว่า
มานาติมานา สหเปสุณา จ ความถือตัว ความดูหมิ่น และคำพูดส่อเสียด
เกิดมาแต่อะไร. บทว่า เต ได้แก่ กิเลส ๘ อย่างทั้งหมดเหล่านั้น. บทว่า
ตทิงฺฆ พฺรูหิ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกเถิด คือพระพุทธนิมิตทูลว่า
ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน ขอพระองค์จงตรัสบอกความที่ข้าพระองค์ทูล
ถามนั้นเถิด. บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต มีความว่าขอร้อง.
บทว่า เอเกน อากาเรน คือ โดยอาการอย่างเดียวกัน. บทว่า
อปเรน อากาเรน คือ โดยอาการอื่น. บทว่า อาคาริกา ทณฺฑปสุตา๑
ผู้ครองเรือนหาโทษใส่กัน คือคหบดีเบียดเบียนกัน. บทว่า ปพฺพชิตา
อาปตฺตึ อาปชฺชนฺตา คือ บรรพชิตต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในกอง
อาบัติ ๗ กอง. บทว่า กุโต ปหูตา คือ มีมาแต่ไหน. บทว่า กุโต ชาตา
เกิดมาแต่ไหน คือได้อัตภาพมาแต่ไหน. เพิ่มอุปสัตไปเป็น กุโต
สญฺชาตา คือ เกิดพร้อมมาแต่ไหน. บทว่า กุโต นิพฺพตฺตา บังเกิดมา
แต่ไหน คือถึงลักษณะพร้อมที่จะเกิดมาแต่ไหน. เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น
กุโต อภินิพฺพตฺตา คือ บังเกิดเฉพาะมาแต่ไหน. บทว่า ปาตุภูตา คือ
ปรากฏมาแต่ไหน. พึงทราบความในบทว่า กึนิทานา มีอะไรเป็นนิทาน
เป็นต้นต่อไปนี้ ชื่อว่า นิทานะ เพราะมอบผลของตน. ชื่อ สมุทยะ
เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้นแห่งผล. ชื่อว่า ชาติ เพราะเป็นเหตุเกิดผล. ชื่อว่า
ปภวะ เพราะเป็นแดงเกิดแห่งผล. บทว่า มูลํ ปุจฺฉติ พระพุทธนิมิต
ทูลถานถึงมูลแห่งการทะเลาะ. เพราะการณะชื่อว่า มูละ เพราะเป็นที่ตั้ง.
ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า ปรารถนา คือเป็นไปเพื่อสำเร็จผลแก่ตน.
๑. บาลีเป็น รนฺธปสุตา.