สิ่งที่รักทั้งหลายเหล่านั้น ในโลกมีอะไรเป็นเหตุ มิได้กล่าวถึงสิ่งที่รักอย่าง
เดียว แม้กษัตริย์เป็นต้น ยังเที่ยวไปเพราะความโลภ ถูกความโลภครอบงำ
ย่อมเที่ยวไปเพราะความโลภเป็นเหตุ. พระพุทธนิมิตทูลถามสองความ
ด้วยคาถาเดียวว่า ก็ความโลภนั้นของชนเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุ. อนึ่ง
ในบทว่า กุโตนิทานา นี้ พึงทราบว่า แปลง โต เป็นปฐมาวิภัตติว่า กึนิ-
นิทานา กึเหตุกา. แต่ในสมาสไม่มีลบ โต นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
นิทานา แปลว่า เกิดแล้ว ความว่า เกิดขึ้นแล้ว. เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า กุโตนิทานา จึงมีความว่า เกิดจากอะไร เกิดขึ้นแล้วจากอะไร.
บทว่า อาสา จ นิฏฺา จ ได้แก่ ความหวังและความสำเร็จความหวังนั้น.
บทว่า เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ได้แก่ ความหวังและความสำเร็จ
ความหวังที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้า ท่านอธิบายว่า เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
นี้เป็นคำถามข้อหนึ่งเท่านั้น.
บทว่า ทีปา โหนฺติ เป็นเกาะ คือเป็นที่พึ่ง. บทว่า สรณา โหนฺติ
เป็นที่ระลึก คือเป็นที่ให้ทุกข์พินาศไป. บทว่า นิฏฺาปรายโน โหติ
คือ เป็นผู้มีความสำเร็จเป็นเบื้องหน้า.
บทว่า ฉนฺทานิทานานิ มีฉันทะเป็นนิทาน ได้แก่ มีฉันทะ มีความ
พอใจในกามเป็นต้นเป็นนิทาน. บทว่า เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ คือ
ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น เที่ยวไปเพราะความโลภ แม้ความโลภของ
ชนเหล่านั้น ก็มีฉันทะเป็นนิทาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แก้ความทั้งสองรวมกัน. บทว่า อิโตนิทานา มีฉันทะที่เป็นนิทานเท่านั้น
ท่านอธิบายว่า มีฉันทะเป็นนิทานอย่างเดียว. เพราะบทว่า อิโตนิทานา