ก็เป็นทางแห่งญาณ. บทว่า ณาณสฺส อารมฺมณมฺปิ าณปโล แม้อารมณ์
แห่งญาณ ก็ชื่อว่าเป็นทางแห่งญาณ คือแม้ปัจจัยแห่งญาณ ก็ชื่อว่าเป็นทาง
แห่งญาณ เพราะหน่วงอารมณ์นั้นแล้วเกิดขึ้น. บทว่า าณสหภูโนปิ
ธมฺมา าณปโถ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิดร่วมกับญาณ ก็ชื่อว่าทาง
แห่งญาณ คือแม้ธรรมทั้งหลายที่เป็นจิตเจตสิกอันเหลือ เกิดร่วมกับญาณ
ก็เป็นทางแห่งญาณ. บัดนี้ พระพุทธสมณะเมื่อจะทรงให้แจ่มแจ้งด้วย
อุปมา จึงตรัสว่า ยถา อริยมคฺโค อริยปโถ เปรียบเหมือนอริยมรรค
ก็ชื่อว่าทางแห่งอริยะ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า กถํกถี ปุคฺคโล คือ บุคคลผู้มีความสงสัย. บทว่า สกงฺโข
คือ มีความเคลือบแคลง. บทว่า สวิเลโข มีความลังเล คือมีความขัดแย้ง
ในจิต. บทว่า สเทฺวฬฺหโก เป็นสองทาง คือกังขาอยู่. บทว่า สริจิกิจฺโฉ
คือ ไม่แน่ใจ. บทว่า าณาธิคมาย คือ เพื่อได้ญาณ. บทว่า าณทสฺส-
นาย เพื่อเห็นญาณ คือเพื่อแทงตลอดญาณ. อีกอย่างหนึ่งเพื่อประสบญาณ.
บทว่า าณสจฺฉิกิริยาย คือ เพื่อทำให้แจ่มแจ้งซึ่งญาณ.
บทว่า สนิทานาหํ เราแสดงธรรมมีเหตุ คือเรา (พระพุทธสมณะ)
แสดงธรรมมีเหตุมีปัจจัย. บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ เราแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์
คือนำสัตว์ให้พ้นทุกข์. บทว่า โน อปฺปาฏิหาริยํ เราไม่แสดงธรรมไม่มี
ปาฏิหาริย์ คือแสดงธรรมไม่ทำให้สัตว์พ้นจากทุกข์.
บทว่า สาตาสาตํ ในบทว่า สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา ความ
ดีใจและความเสียใจมีอะไรเป็นนิทาน นี้ท่านประสงค์เอาสุขเวทนาและ
ทุกขเวทนานั่นเอง. บทว่า น ภวนฺติ เหเต คือ ความดีใจและเสียใจ
เหล่านั้นย่อมไม่มี. บทว่า วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ เอตมฺเม ปพฺรูหิ