ของสัตว์ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ หรือว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่ากล่าว
ความหมดจดแม้อย่างอื่นยิ่งกว่าอรูปสมาบัตินี้. บทว่า เอตฺโต อรูปสมา-
ปตฺติโต คือ กว่าอรูปสมาบัตินี้.
บทว่า เอตฺตาวตฺคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง บางพวกสำคัญคนว่าเป็นบัณฑิต
ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ว่า เป็นธรรม
อันเลิศ. บทว่า เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ คือ บรรดาสมณพราหมณ์
เหล่านั้น สมณพราหมณ์อีกบางพวก มีวาทะว่าสูญย่อมกล่าวความสงบว่า
เป็นความสูญ. บทว่า อนุปาทิเสเส กุสลาวทานา คือ สมณพราหมณ์
อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบในอนุปาทิเสส.
บทว่า ภวตชฺชิตา กลัวต่อภพ. บทว่า วิภวํ อภินนฺทนฺติ ย่อมยินดี
ความไม่มีภพ คือยินดีเพราะอาศัยความขาดสูญ. บทว่า เตสตฺตสฺส สมํ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าวถึงความสงบแห่งสัตว์ คือสมณพราหมณ์
เหล่านั้นผู้มีวาทะว่าสูญ ย่อมกล่าวถึงความสงบ คือความไม่เกิดของบุคคล.
บทว่า อุปสมํ ความเข้าไปสงบ คือความสงบอย่างยิ่ง. บทว่า วูปสมํ
ความเงียบ คือสันติ. บทว่า นิโรธํ ความดับ คือความไม่เกิด. บทว่า
ปฏิปสฺสทฺธํ ความระงับ คือไม่เกิดอีกต่อไป.
บทว่า เอเต จ ตฺวา อุปนิสฺสิตา มุนีรู้สมณพราหมณ์นั้นว่า
เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย คือรู้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีทิฏฐิ
อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ตฺวา มุนิ นิสฺสเย โส วิมํสี
มุนีนั้นมีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา รู้ว่าสมณพราหมณ์เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่
อาศัย คือมุนีนั้นเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เป็นบัณฑิต เป็นพระ-