Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 213

เล่ม มมร. 66 หน้า 213 ข้อ 600
ดูหมิ่น คือติเตียน. บทว่า ตเทว ปาวา คือ พูดคำนั้น ทิฏฐินั้น หรือบุคคลนั้น. พึงทราบความแห่งคาถาว่า อติสารทิฏฺิยา ทิฏฐิล่วงแก่นสาร เป็นต้นดังนี้. เจ้าทิฏฐินั้นมีความถือด้วยเต็มที่อย่างนี้ว่า เราสมบูรณ์ บริบูรณ์ พองด้วยความพองอันเป็นทิฏฐิล่วงสาระ ล่วงสาระอันเป็นลักษณะอย่างนี้ และสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยทิฏฐิมานะนั้นสิ้นเชิง. อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต. เพราะอะไร. เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สพฺพา ทิฏฺิโย ลกฺขณาติกฺกนฺตา ทิฏฐิทั้งปวงล่วงลักษณะ คือทิฏฐิ ๖๒ ทั้งหมดเหล่านั้นล่วงลักษณะ. บทว่า อติยนฺติ ก้าวล่วงแล้ว. บทว่า อโนโม คือ ไม่บกพร่อง. พึงเชื่อมความคาถาว่า ปรสฺส เจ แห่งบุคคลอื่นดังนี้. อนึ่ง มี ความอะไรที่ยิ่งไปอีก มีดังนี้ เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่าคนอื่นเป็นพาลไม่ฉลาด. ก็หากว่า บุคคลนั้นกล่าวว่าเลวเพราะคำ ของคนอื่นนั้น. บทว่า ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโ บุคคลนั้นย่อม เป็นคนมีปัญญาทราม พร้อมด้วยบุคคลอื่นนั้น คือบุคคลแม้นั้นย่อมเป็น ผู้มีปัญญาทรามพร้อมด้วยบุคคลนั้น แม้เขาจะพูดว่าบุคคลนั้นเป็นพาล. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้อยคำของเขาเอาประมาณไม่ได้. แต่บุคคลนั้นเป็นผู้ถึง เวท เป็นธีรชนด้วยตนเอง. เมื่อเป็นอย่างนั้นใคร ๆ ในบรรดาสมณ- พราหมณ์ย่อมไม่เป็นคนพาล เพราะทั้งหมดเหล่านั้นเป็นบัณฑิตตามความ ปรารถนาของตน. บทว่า วาจาย คือ เพราะคำ. บทว่า วจเนน คือ เพราะถ้อยคำ. บทว่า นินฺทิตการณา คือ เพราะเหตุนินทา. บทว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka