ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสตอบว่า
พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความ
กำหนด ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือ
ทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ พราหมณ์นั้นรู้แล้ว ย่อม
วางเฉยซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด ส่วนพวกสมณ-
พราหมณ์เหล่าอื่น ย่อมถือมั่น.
[๖๘๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอีกว่า) มุนีสละแล้วซึ่ง
กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อชนทั้งหลายเกิด
วิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยธรรมที่ทำให้เป็นพวก
มุนีนั้นเมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่
ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ย่อมถือมั่น.
[๖๘๗] ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ในคำว่า มุนีสละแล้ว
ซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัด
๔ อย่าง คือกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออภิชฌา พยาบาท สีลัพพัตต-
ปรามาส ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง. ความกำหนัดในทิฏฐิของตน ชื่อว่า
กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออภิชฌา. ความอาฆาต ความไม่ยินดี
ในถ้อยคำของผู้อื่น ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คือพยาบาท. ความ
ยึดถือศีลพรต หรือทั้งศีลและพรตของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัด
ทางกาย คือสีลัพพัตตปรามาส. ทิฏฐิของตน ชื่อว่าเครื่องร้อยรัดทาง
กาย คืออิทังสัจจาภินิเวสะ ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง. คำว่า สละแล้ว