ได้รับความสรรเสริญด้วย จากสำนักของท่านผู้รู้ทั้งหลาย จึงทรงให้
พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์ แล้วจึงตรัสโดยนัยก่อนนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ความว่า ย่อมติดความเนือง ๆ
ย่อมนำมาบ่อยๆ. บทว่า นินฺทเมว อนฺเวนฺติ ย่อมถูกนินทาอย่างเดียว คือ
ย่อมเข้าถึงการติเตียน.
บัดนี้ เพราะพวกเจ้าทิฏฐิทั้งหลาย แม้กล่าวอยู่ว่า นี้เท่านั้นจริง
ย่อมได้รับแม้ความสรรเสริญในบางครั้งบางคราว ผลแห่งวาทะ คือความ
สรรเสริญนั้นน้อยไม่สามารถเพื่อสงบกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวอะไร
ถึงผลแห่งการนินทาครั้งที่สอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง
แสดงความนั้น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน มีอาทิว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็น
ของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น
๒ อย่าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งวิวาท
๒ อย่าง ได้แก่ นินทา และสรรเสริญ หรือความชนะและความแพ้
เป็นต้น อันมีส่วนเสมอกันกับนินทาและสรรเสริญนั้น. บทว่า เอตมฺปิ
ทิสฺวา คือ เห็นโทษในผลแห่งวิวาทแม้นั้นว่า นินทาเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา
เลย ความสรรเสริญน้อยไม่พอเพื่อสงบกิเลสได้เลย. บทว่า เขมาภิปสฺสํ
อวิวาทภูมึ๑ คือ เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาท คือนิพพานว่าเป็นธรรม-
ชาติเกษม.
บทว่า อปฺปกํ คือ น้อย. บทว่า ปริตฺตกํ คือ นิดหน่อย. บทว่า
โอมกํ คือ ต่ำช้า. บทว่า ลามกํ คือ ลามก. บทว่า สมาย คือ เพื่อ
ความสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า อุปสมาย เพื่อเข้าไปสงบ คือเพื่อ
๑. บาลีว่า อวิวาทภุมฺมํ.