เพราะท่านกล่าวไว้ว่า สิ่งอะไร ๆ ในโลกนี้ อันพระปัญญาจักษุของพระ-
ตถาคตนั้นไม่เห็น ย่อมไม่มี ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า
ผู้มีสมันตจักษุ. ญาตสัพพัญญูนั่นแลถูก. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้สัพพัญญู
ย่อมมี โดยกิจ โดยไม่หลง โดยสำเร็จแต่การณะ โดยอาศัยอาวัชชนะ.
บทว่า เตน าเณน ด้วยญาณนั้น คือด้วยญาณอันรู้สิ่งทั้งปวงนั้น. เพื่อ
สำเร็จความเป็นสัพพัญญูโดยปริยายอื่นอีก ท่านจึงกล่าวคาถาว่า น ตสฺส
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น ตสฺส อทิฏฺมิธตฺถิ กิญฺจิ อะไร ๆ ใน
โลกนี้ อันพระปัญญาจักษุของพระตถาคตไม่เห็นย่อมไม่มี ความว่า อะไร ๆ
ในไตรโลกนี้ อันพระปัญญาจักษุของพระตถาคตนั้น ไม่เห็นในกาล
ปัจจุบันนี้ แม้ประมาณน้อยย่อมไม่มี. บทว่า อตฺถิ นี้ เป็นบทอาขยาต
เป็นไปในปัจจุบันแล. ด้วยบทนี้ ท่านจึงแสดงความที่ธรรมทั้งปวงอัน
เป็นไปในปัจจุบันกาล อันพระตถาคตรู้แล้ว. ก็ในคาถานี้ประกอบ ธ
เข้าไป เพื่อสะดวกในการแต่งคาถา. อโถ ศัพท์ ในบทว่า อโถ วิญฺาตํ
อนึ่ง ธรรมชาติอะไร ๆ ที่ควรรู้ นี้เป็นนิบาตลงในความรับรองคำพูด.
บทว่า อวิญฺาตํ มีปาฐะที่เหลือว่า ธรรมชาติอะไร ๆ ชื่อว่า อันพระ-
พุทธญาณไม่รู้แจ้ง อันเป็นกาลในอดีต มิได้มี. แม้เว้นปาฐะที่เหลือใน
การถือเอา อัตถิ ศัพท์ อันเป็นอัพยยศัพท์ ก็ควรเหมือนกัน. ด้วยบทนี้
ท่านแสดงถึงความที่ธรรมทั้งปวง อันเป็นอดีตกาลอัน พระตถาคตรู้แล้ว.
บทว่า อชานิตพฺพํ ไม่ควรรู้ คือธรรมชาติที่ไม่ควรรู้ อันเป็นอนาคตกาล
จักไม่มีหรือย่อมไม่มี. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงความที่ธรรมทั้งปวงอันเป็น