อามิสมีจีวรเป็นต้น. บทว่า โลกธมฺมครุกสฺส หนักอยู่ในโลกธรรม คือ
ละโลกุตรธรรม พูดหนักอยู่แต่โลกธรรมมีรูปเป็นต้นเท่านั้น. บทว่า
อาลปนา การพูดหว่านล้อม คือเห็นมนุษย์ทั้งหลายมาวิหาร แล้วพูด
เลียบเคียงตั้งแต่ต้นอย่างนี้ว่า ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านมาเพื่ออะไร
หรือจะมานิมนต์ภิกษุ หากว่าเป็นอย่างนั้น เชิญพวกท่านไปเถิด อาตมา
จะมารับภายหลัง.
อีกอย่างหนึ่ง พูดแนะนำคนแล้วพูดเลียบเคียง แนะนำตนอย่างนี้ว่า
อาตมาชื่อติสสะ พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา มหาอำมาตย์ของพระ-
ราชาชื่อโน้น ๆ ก็เลื่อมใสในอาตมา ดังนี้ ชื่อว่าพูดหว่านล้อม. บทว่า
ลปนา พูดเลียบเคียง คือเมื่อถามแล้วก็พูดเลียบเคียงดังที่ได้กล่าวแล้ว
นั้นแล. บทว่า สลฺลปนา พูดเลียบเคียงด้วยดี. คือหาโอกาสให้ของที่ดี
เลิศแก่คหบดีทั้งหลายแล้วพูดเลียบเคียงด้วยดี. บทว่า อุลฺลปนา การพูด
ยกย่อง คือพูดยกให้สูงอย่างนี้ว่า เป็นมหากุฎุมพี เป็นผู้ให้ทานมาก
เป็นมหาทานบดีดังนี้. บทว่า สมุลฺลปนา พูดยกย่องด้วยดี คือพูดยก
ให้สูงในทุกส่วนด้วยประการทั้งปวง. บทว่า อุนฺนหนา การพูดผูกพัน
คือภิกษุพูดว่า อุบาสกทั้งหลาย เมื่อในกาลเช่นนี้พวกท่านให้ทานใหม่
เพราะเหตุไรเดี๋ยวนี้ไม่ให้เล่า พวกอุบาสกกล่าวคำเป็นต้นว่า พระคุณเจ้า
กระผมจักถวายตลอดเวลา แต่พวกกระผมยังไม่ได้โอกาส. ชื่อว่าพูด
ผูกพันให้สูงไว้ก่อน.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นเขาถืออ้อย ถามว่า อุบาสกเอาอ้อยมาจาก
ไหน. เขาตอบว่า เอามาจากไร่อ้อย ขอรับ. ถามว่า อ้อยที่ไร่นั้นมีรส
อร่อยดีดอกหรือ. เขาตอบว่า พระคุณเจ้าฉันแล้วจะรู้เอง. ควรพูดว่า