บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงประการที่พระองค์ทรง
สังเวชมาแล้ว จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ผนฺทมานํ หมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทมานํ คือ ดิ้นรนด้วยตัณหาเป็นต้น.
บทว่า อปฺโปทเก คือ ในน้ำน้อย. บทว่า อญฺมญฺเหิ พฺยารุทฺเธ
ทิสฺวา เห็นสัตว์ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน คือเห็นสัตว์ต่าง ๆ ทำร้ายกับ
สัตว์อื่น ๆ. บทว่า มํ ภยมามิสิ คือ ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว.
บทว่า กิเลสผนฺทนาย ผนฺทมานํ ดิ้นรนเพราะกิเลส คือหวั่นไหว
ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า ปโยโค ได้แก่ กายประโยค วจีประโยค
และมโนประโยค. บทว่า วิรุทฺธา ทำร้ายกัน คือถึงความพิโรธกัน.
บทว่า ปฏิวิรุทฺธา ทำร้ายตอบกัน คือหันหน้าทะเลาะกัน. หรือตรงเข้า
ทำร้ายกัน . บทว่า อาหตา เคืองกัน คือประกันประหารกันด้วยความ
โกรธ. บทว่า ปจฺจาหตา เคืองตอบกัน คือเป็นมวยปล้ำต่อสู้กัน. บทว่า
อาฆาติตา ปองร้ายกัน คือกระทบกระทั่งกัน . บทว่า ปจฺจาฆฏฺฏิตา
ปองร้ายตอบกัน คือกระทบกระทั่งกันอย่างแรง. บทว่า ปาณีหิปิ
อุปกฺกมนฺติ คือ ตบตีกันด้วยมือบ้าง.
บทว่า สมนฺตมสาโร โลโก โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร คือโลก
ทั้งหมดตั้งแต่นรกเป็นต้น. ไม่เป็นแก่นสาร คือเว้นจากแก่นสารที่เป็น
ของเที่ยงเป็นต้น. บทว่า ทิสา สพฺพา สเมริตา คือ สังขารทั้งหลาย
หวั่นไหวแล้วตลอดทิศทั้งปวง เพราะความไม่เที่ยง. บทว่า อิจฺฉํ ภวน-
มตฺตโน เมื่อปรารถนาความเจริญเพื่อตน คือเมื่อปรารถนาความต้านทาน
เพื่อตน. บทว่า นาทฺทสาสึ อโนสิตํ คือ ไม่ได้เห็นฐานะอะไรๆ อัน
ไม่ถูกครอบงำด้วยชราเป็นต้น.