เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลและในลำดับแห่งอรหัตมรรค)
คืออรหัตมรรคอันเป็นวิโมกข์. ที่สุดแห่งวิโมกข์ คืออรหัตผล ความมี
ในที่สุดแห่งวิโมกข์นั้น ชื่อว่า วิโมกขัตติกะ. เพราะว่าความเป็นพระ-
สัพพัญญูย่อมสำเร็จด้วยอรหัตมรรค. ความสำเร็จย่อมมีได้ในความเกิดขึ้น
ของพระอรหัตผล. เพราะฉะนั้น ความเป็นพระสัพพัญญู จึงมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์. แม้เนมิตตกนามนั้น ก็เป็นชื่อมีในที่สุดแห่งวิโมกข์ ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ. บทว่า
พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
บทว่า โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตาณสฺส ปฏิลาภา
ความว่า พร้อมกับได้พระสัพพัญญุตญาณ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว
ณ ควงไม้มหาโพธิ. บทว่า สจฺฉิกา ปญฺตฺติ คือ บัญญัติเกิดขึ้นด้วย
การทำให้แจ้งพระอรหัตผล หรือด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง คือ
บัญญัติว่า พุทฺโธ. บทว่า พุทฺโธ นี้ โดยพยัญชนะ ได้แก่ การประกาศ
ความเป็นพระพุทธเจ้า. ต่อจากนี้ บทสุดท้ายว่า วหสฺเสตํ ภารํ ข้อนี้
จงเป็นภาระของพระองค์ ย่อมดำเนินไปตามบาลี เพราะมีนัยดังได้กล่าว
แล้วในที่นั้น ๆ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วิชิคุจฺฉโต เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ คืออึดอัดด้วยชาติเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตมาสนํ ที่นั่งอันว่างเปล่า คือเตียงและตั่งอันสงัด. บทว่า
ปพฺพตานํ คุหาสุ วา คือ ในถ้ำแห่งภูเขาทั้งหลาย. ควรเชื่อมบทว่า ริตฺต-
มาสนํ ภชโค เสพที่นั่งอันว่างเปล่า. บทว่า ชาติยา วิชิคุจฺฉโต คือ
เกลียดชาติ. แม้ในบทว่า ชราย พฺยาธินา เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน