Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 646

เล่ม มมร. 66 หน้า 646 ข้อ 988
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า กยาสฺส พฺยปฺปถโย อสฺสุ ภิกษุพึงเป็นผู้มีคลองแห่ง ถ้อยคำเช่นไร คือคำพูดของภิกษุนั้นพึงเป็นเช่นไร. บทว่า มุสา ในบทนี้ว่า มุสาวาทํ ปหาย ละมุสาวาท คือ วจีประโยค หรือกายประโยคอันหักเสียซึ่งประโยชน์ของผู้มุ่งจะพูดให้ผิด. อนึ่ง เจตนาอันยังกายประโยคและวจีประโยคของผู้พูดให้คนอื่นเข้าใจผิด ตั้งขึ้นแก่เขาด้วยประสงค์จะพูดให้ผิด ชื่อว่า มุสาวาท. อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา คือ วัตถุไม่จริง ไม่แท้. บทว่า วาโท คือ พูดให้เขารู้ โดยเป็นความจริง โดยเป็นความแท้. อนึ่ง เจตนาอันยังการบอกกล่าว อย่างนั้นให้ตั้งขึ้นแก่ผู้ประสงค์จะให้คนอื่นรู้วัตถุอันไม่เป็นจริง โดยเป็น ความจริง ชื่อว่า มุสาวาท. มุสาวาทนั้นหักเสียซึ่งประโยชน์ใด เพราะ ประโยชน์นั้นน้อย จึงมีโทษน้อย เพราะประโยชน์มากจึง มีโทษมาก อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทมีโทษน้อยแก่คฤหัสถ์เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ไม่เป็นมุสาวาท เพราะประสงค์จะไม่ให้ของของตน. ผู้เป็นพยานพูดเพื่อ หักเสียซึ่งประโยชน์มีโทษมาก มีโทษน้อยแก่บรรพชิตเป็นไปแล้วโดย นัยมีอาทิว่า ด้วยประสงค์จะให้ขบขัน เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสน้อยว่า วันนี้น้ำมันไหลเข้าไปในบ้านเหมือนแม่น้ำ. มีโทษมากแก่บรรพชิตผู้พูด โดยนัยมีอาทิว่า สิ่งที่ไม่เห็นได้เห็นแล้ว. มุสาวาทนั้นมีองค์ ๔ คือ เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑ พยายามจะพูดเรื่องนั้น ๑ ผู้อื่นรู้ความนั้น ๑. มุสาวาทเป็นสาหัตถิกประโยค (ด้วยน้ำมือของตนเอง) เท่านั้น. พึง เห็นสาหัตถิกประโยคนั้น ในการกระทำกิริยาให้ผู้อื่นสำคัญผิด ด้วยกายก็ดี
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka