ที่ใด นามรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่ง
วิญญาณ.
[๘๖] บทว่า ยเมตํ ในอุเทศว่า " ยเมตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ" คือ
ปัญญา สติ และนามรูป. บทว่า อปุจฺฉิ คือ มาถาม มาวิงวอน เชื้อเชิญ
ให้ประสาทแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านได้ถามปัญหาใดแล้ว.
[๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า " อชิ-
ตะ" ในอุเทศว่า "อชิต ตํ วทามิ เต." บทว่า ตํ คือ ปัญญา สติ
และนามรูป. บทว่า วทามิ ความว่า เราจะกล่าว จะบอก จะแสดง
จะบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศปัญหานั้น
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนอชิตะ เราจะกล่าวปัญหานั้นแก่ท่าน.
[๘๘] อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม ในอุเทศว่า " ยตฺถ นามญฺจ
รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ." มหาภูตรูป ๔ รูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔
ชื่อว่า รูป. คำว่า อเสสํ ความว่า ไม่เหลือ คือทั้งหมด โดยกำหนด
ทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า
อเสสํ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า อุปรุชฺฌติ ความว่า ย่อมดับ
คือสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นาม-
รูปย่อมดับไม่เหลือ ณ ที่ใด.
[๘๙] คำว่า นามรูปนั้นดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ
ความว่า ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในสงสารมีส่วน
เบื้องหน้าและที่สุดอันรู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อม
สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ
อันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ.