เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล เรียกว่า ความติดใจ.
คำว่า ไม่ติดใจในกามทั้งหลาย ความว่า ไม่ติดใจ คือ ไม่พัวพัน
เป็นผู้ไม่ติดใจ ไม่ถึงความติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน ปราศจาก
ความติดใจ สละความติดใจ คายความติดใจ ปล่อยความติดใจ ละความ
ติดใจ สลัดความติดใจ ปราศจากความกำหนัด สละความกำหนัด คาย
ความกำหนัด ปล่อยความกำหนัด ละความกำหนัด สลัดความกำหนัด
ในกิเลสกามทั้งหลาย ในวัตถุกามทั้งหลาย เป็นผู้ไม่หิว ดับสนิท เย็นแล้ว
เป็นผู้เสวยสุข มีตนอันประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติดใจใน
กามทั้งหลาย.
[๙๖] จิต มนะ มานัส หทัย ธรรมชาติขาวผ่อง อายตนะ
คือใจ อินทรีย์คือใจ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ชื่อว่า
ใจ ในอุเทศว่า "มนสานาวิโล สิยา" จิตเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ยุ่งไป
เป็นไป สืบต่อ หวั่นไหว หมุนไป ไม่สงบ เพราะกายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ
อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ
ปมาทะ จิตเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ยุ่งไป เป็นไป สืบต่อไป หวั่นไหว
หมุนไป ไม่สงบ เพราะกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวาย
ทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขาร
ทั้งปวง.
คำว่า พึงเป็นผู้มีใจไม่ขุ่นมัว ความว่า พึงเป็นผู้ไม่ขุ่นมัว คือไม่
ยุ่งไป ไม่เป็นไป ไม่สืบต่อไป ไม่หวั่นไหว ไม่หมุนไป สงบแล้วด้วยจิต