Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 49

เล่ม มมร. 67 หน้า 49 ข้อ 99
บทว่า จริยํ คือ การกระทำ. บทว่า วุตฺตึ คือ การเข้าถึง. บทว่า อาจารํ คือ ความประพฤติ. บทว่า โคจรํ คือ ปัจจัย. บทว่า วิหารํ คือ การเป็นไปแห่งอิริยาบถ. บทว่า ปฏิปทํ คือ การปฏิบัติ.๑ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะกิเลสทั้งหลายตั้งแต่กามฉันท- นิวรณ์เป็นต้น อันพระเสกขะพึงละ ฉะนั้น จึงแสดงถึงเสกขปฏิปทาแก่ อชิตมาณพนั้นด้วยคาถากึ่งหนึ่งมีอาทิว่า กาเมสุ ในกามทั้งหลาย ดังนี้. บทนั้นมีความดังนี้ ภิกษุไม่พึงติดใจในวัตถุกามทั้งหลายด้วยกิเลส- กาม ละธรรมอันทำใจให้ขุ่นมัวมีกายทุจริตเป็นต้น พึงมีใจไม่ขุ่นมัว. อนึ่ง เพราะพระอเสขะชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง เพราะ เป็นผู้พิจารณาโดยรอบคอบถึงสังขารทั้งปวงเป็นต้น โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นผู้มีสติด้วยเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นผู้ถึง ความเป็นภิกษุ เพราะทำลายสักกายทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเว้นรอบในอิริยาบถ ทั้งปวง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงปฏิปทาของพระ- อเสกขะด้วยคาถากึ่งหนึ่งว่า กุสโล เป็นผู้ฉลาด ดังนี้เป็นต้น. บทว่า นาภิคิชฺเฌยฺย ไม่ติดใจ คือไม่ถึงความกำหนัด. บทว่า น ปลิคิชฺเฌยฺย ไม่พัวพัน คือไม่ถึงความโลภ. บทว่า น ปลิพุชฺเฌยฺย ไม่หมกมุ่น คือไม่ติดแน่นด้วยอำนาจความโลภ. บทว่า อาวิลกเร กิเลเส ปชเหยฺย คือ พึงละกิเลสทั้งหลายอันทำให้ขุ่นมัว ได้แก่ พึงละกิเลสอันได้แก่ความ เดือนร้อนอันทำให้จิตขุ่นมัว. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือ ท่าน กล่าวถึงการทํานิพพานไว้ในภายใน. บทว่า ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีปัจจัยเป็นสภาพ. ๑. ม. เป็นวิปัสสนา.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka