Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 54

เล่ม มมร. 67 หน้า 54 ข้อ 107 108
ใครยินดีแล้วในโลกนี้ ความหวั่นไหวของใครย่อม ไม่มี ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลาง ด้วยปัญญา พระองค์ย่อมตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. [๑๐๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเมตเตยยะ) ภิกษุ มีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ ทราบ แล้ว ดับแล้ว ไม่มีความหวั่นไหว ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสอง และ ท่ามกลางด้วยปัญญาแล้วไม่ติดอยู่ เราเรียกภิกษุนั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ภิกษุ นั้นล่วงเสียแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. [๑๐๘] โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า "กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา" ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกกิเลสกาม คำว่า มีพรหมจรรย์ ความว่า ความงด ความเว้น ความเว้นขาด ความขับไล่เวร กิริยาที่ไม่กระทำ ความไม่ทำ ความไม่ต้อง ความไม่ล่วงแดน ซึ่งความถึงพร้อมด้วย อสัทธรรมเรียกว่าพรหมจรรย์. อีกอย่างหนึ่ง โดยตรงท่านเรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ คือสัมมา- ทิฏฐิ ฯ ล ฯ สัมมาสมาธิ ว่าพรหมจรรย์ ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า มีพรหมจรรย์ เขาเรียกบุคคลว่า มีทรัพย์ เพราะ ทรัพย์ เรียกกันว่า มีโภคะ เพราะโภคะ เรียกกันว่ามียศ เพราะยศ เรียกกันว่า มีศิลป เพราะศิลป เรียกกันว่ามีศีล เพราะศีล เรียกกันว่า มีความเพียร เพราะความเพียร เรียกกันว่ามีปัญญา เพราะปัญญา เรียก
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka