Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 143

เล่ม มมร. 67 หน้า 143 ข้อ 200 201
นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. [๒๐๐] คำว่า วิทฺวา ในอุเทศว่า " วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ " ดังนี้ ความว่า ไปแล้วในวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา ทำลายกิเลส. คำว่า โย ความว่า ฯ ล ฯ มนุษย์ใด คือ เช่นใด. ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่า เวท ในบทว่า เวทคู นรชนนั้น ชื่อว่า เป็นเวทคู เพราะล่วงเสียซึ่งเวททั้งปวง. คำว่า นโร ได้แก่ สัตว์ นระ มาณพ ผู้อันเขาเลี้ยง บุคคลผู้เป็น อยู่ ผู้ถึงชาติ สัตว์เกิด ผู้ถึงความเป็นใหญ่ ชนผู้เกิดแต่พระมนู. คำว่า อิธ คือ ในทิฏฐินี้ ฯ ล ฯ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู. [๒๐๑] คำว่า ภวาภเว ในอุเทศว่า " ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช " ดังนี้ ความว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ คือ ในกรรมภพ (กรรมวัฏ) ใน ปุนัพภพ (วิปากวัฏ) ในกามภพ (กามธาตุ) ในกรรมภพ ในกามภพ ในปุนัพภพ ในรูปภพ ในกรรมภพ ในรูปภพ ในปุนัพภพ ในอรูปภพ ในกรรมภพ ในวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ ในอรูปภพ ในภพบ่อย ๆ ในคติบ่อย ๆ ในอุปบัติบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆ ในความเกิดแห่ง อัตภาพบ่อย ๆ. บาปธรรมเป็นเครื่องข้อง ในบทว่า สงฺคํ มี ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เป็นเครื่องข้อง. คำว่า สละแล้ว คือ สลัดแล้ว ซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้อง ทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เปลื้องปล่อยบาปธรรมเป็นเครื่องข้อง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka