[๔๑๖] ความดำริ ในคำว่า กปฺป ในอุเทศว่า กปฺปญฺชหํ
อภิยาเจ สุเมธํ ดังนี้ มี๒ อย่าง คือ ความดำริด้วยอำนาจตัณหา ๑
ความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้เป็นความดำริด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ
นี้เป็นความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงละความดำริด้วยอำนาจตัณหา
ทรงสละคืนความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
ชื่อว่าทรงละความดำริ เพราะพระองค์ทรงละความดำริด้วยอำนาจตัณหา
เพราะพระองค์ทรงสละคืนความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ.
คำว่า ขออาราธนา คือ ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ทูลยินดี
ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ (คำของพระองค์).
ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น
ธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา ในคำว่า สุเมธํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม
เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาชื่อเมธานี้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่ามีปัญญาดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์
ขออาราธนา ... ละความดำริ มีปัญญาดี.
[๔๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า เป็นนาค ในคำว่า นาคสฺส
ในอุเทศว่า สุตฺวาน นาคสฺส อปนมิสฺสนฺติ อิโต ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรง
พระนามว่า นาค ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรง
พระนามว่า นาค ไม่เสด็จมาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนาม