ภิกษุรู้ซึ่งโทษนั้นหรือสังขารทั้งหลาย ด้วยอำนาจความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นต้น. บทว่า อาทานสตฺเต อิติ เปกฺขมาโน ปชํ อิมํ มจฺจุเธยฺเย
วิสตฺตํ เมื่อเห็นหมู่สัตว์นี้ผู้ข้องอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุว่า เป็นผู้ติดอยู่ใน
รูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ คือเมื่อเห็นหมู่สัตว์นี้ผู้ข้องอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุใน
สรรพโลกว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในรูปเป็นต้นเครื่องยึดถือ ด้วยอรรถว่า ควร
ยึดถือ หรือเห็นอยู่ซึ่งบุคคลผู้ข้องอยู่ในรูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ คือการ
ยึดมั่นถือมั่น และหมู่สัตว์ผู้ติดอยู่ในบ่วงเเห่งมาร เพื่อถือเอารูปาทิขันธ์
เครื่องยึดถือว่า สามารถล่วงพ้นจากบ่วงมัจจุได้ พึงเป็นผู้มีสติ ไม่เข้าไป
ยึดถืออะไร ๆ ในโลกทั้งปวง. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอด
คือพระอรหัต และเมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นเดียวกับที่กล่าว
แล้วในคราวก่อนนั้นแล.
จบอรรถกถาภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๒