Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 383

เล่ม มมร. 67 หน้า 383 ข้อ 492
ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีใน นัยน์ตา คือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตา คือปัญญามาก ผู้มี อินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ผู้แนะนำให้ รู้ได้ง่าย ผู้แนะนำให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษและภัยในปรโลก อยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้เป็น ราคจริต บุคคลนี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต บุคคลนี้เป็น วิตักกจริต บุคคลนี้เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสบอกอสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต ตรัสบอกเมตตา- ภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต ทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ตั้งอยู่ ในเพราะอุเทศ และปริปุจฉาในการฟังธรรมโดยกาล ในการสนทนา ธรรมโดยกาล ในการอยู่ร่วมกับครู ตรัสบอกอานาปานัสสติแก่บุคคล ผู้เป็นวิตักกจริต ตรัสบอกความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความที่ธรรม เป็นธรรมดี ความที่สงฆ์ปฏิบัติดี และศีลทั้งหลายของตน ซึ่งเป็นนิมิต เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต ตรัสบอกอาการ ไม่เที่ยง อาการเป็นทุกข์ อาการเป็นอนัตตา อันเป็นวิปัสสนานิมิตแก่ บุคคลผู้เป็นญาณจริต. บุคคลยืนอยู่บนยอดภูเขาศิลา พึงเห็นหมู่ชนโดย รอบ แม้ฉันใด ข้าแต่พระสุเมธ ผู้มีพระสมันตจักษุ พระองค์เสด็จขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม ปราศจาก ความโศก ก็ทรงเห็นหมู่ชนที่อาเกียรณ์ด้วยความโศก ผู้อันชาติและชราครอบงำ เปรียบฉันนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka