Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 415

เล่ม มมร. 67 หน้า 415 ข้อ 510
รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เห็นตนในรูปบ้าง คือถือสิ่งไม่มีรูป (อรูป) นั่นแหละ ว่าเป็นตน แล้วตามเห็นตนนั้นในรูป เหมือนตามเห็นแก้วมณีในหีบ. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตามเห็นรูปโดยความเป็นต้นนั้น ท่านกล่าวถึงรูปล้วน ๆ ว่าเป็นตน. ท่าน กล่าวถึงอรูปว่าเป็นตนในฐานะ ๗ เหล่านี้คือ ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ตามเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง. ท่านกล่าวปนกันไปถึงรูปและอรูป ว่าเป็นตนในฐานะ ๑๒ อย่าง อย่างละ ๓ ๆ ในขันธ์ ๔ อย่างนี้ คือ ตามเห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง ตามเห็นเวทนาในตนบ้าง ตามเห็นตนใน เวทนาบ้าง. ในบทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ นั้นท่านกล่าวถึงอุจเฉท- ทิฏฐิในฐานะ ๕ คือตามเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดย ความเป็นตน. ท่านกล่าวถึงสัสสตทิฏฐิในส่วนที่เหลือ. ในบทนี้มีภวทิฏฐิ ๑๕ ด้วยประการฉะนี้. ภวทิฏฐิเหล่านั้นแม้ทั้งหมดพึงทราบว่า ห้ามมรรค ไม่ห้ามสวรรค์ พึงฆ่าได้ด้วยปฐมมรรค. บทว่า อารญฺิโก คือ เมื่ออาศัยอยู่ในป่า. บทว่า ปวเน คือ ในป่าลึกใหญ่. บทว่า จรมาโน คือ เดินไปมาในที่นั้น ๆ. บทว่า วิสฺสตฺโต คจฺฉติ เดินไปก็ไม่ระแวง คือเดินไปก็ไม่กลัว ไม่ระแวง. บทว่า อนาปาถาคโต ลุทฺทสฺส เนื้อนั้นไม่ไปในทางของพราน คือไป ทางอื่น. บทว่า อนฺตมกาสิ มารํ๑ ทำมารให้มีที่สุด คือทำกิเลสมารหรือ เทวบุตรมารให้มีที่สุด. บทว่า อปทํ วธิตฺวา กำจัดมารไม่ให้มีทาง คือ ทำทางกิเลสไม่ให้มีทาง คือทำให้พินาศไป. บทว่า มารจกฺขุอทสฺสนํ ๑.บาลี เป็น อนฺธมกาสิ กระทำมารให้มืด.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka