Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 430

เล่ม มมร. 67 หน้า 430 ข้อ 531
ไปตามตัณหา. บทว่า ตณฺหานุคเต คือ ติดตามตัณหา. บทว่า ตณฺหา- นุสเฏ คือ แล่นไปกับตัณหา. บทว่า ตณฺหายาปนฺเน คือ จมลงไปใน ตัณหา. บทว่า ปฏิปนฺเน คือ ถูกตัณหาครอบงำ. บทว่า อภิภูเต คือ ถูกตัณหาย่ำยี. บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺเต มีจิตอันตัณหายึดไว้ คือมีกุศล- จิตอันตัณหายึดไว้. บทว่า สนฺตาปชาเต ผู้เดือดร้อน คือเดือดร้อน เพราะจิตเกิดขึ้นเอง. บทว่า อิติชาเต เกิดจัญไร กือเกิดโรค. บทว่า อุปทฺทชาเต เกิดอุบาทว์ คือ เกิดโทษ. บทว่า อุปสคฺคชาเต เกิด ความขัดข้อง คือเกิดทุกข์. พึงทราบวินิจฉัยบทว่า วิรชํ วีตมลํ นี้ ดังต่อไปนี้. บทว่า วิรชํ คือ ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น. บทว่า วีตมลํ คือ ปราศจากมลทินมีราคะเป็นต้น. จริงอยู่ ราคะเป็นต้น ชื่อว่า ธุลี เพราะ อรรถว่า ท่วมทับ ชื่อว่า มลทิน เพราะอรรถว่า ประทุษร้าย. บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ตวงตาเห็นธรรม คือในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณที่ ๑ ในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณ ๓ เป็นต้น บางแห่งมรรคญาณที่ ๔. แต่ ในที่นี้ มรรคญาณที่ ๔ เกิดแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ คน มรรคญาณที่ ๓ เกิดแก่ ท่านปิงคิยะเท่านั้น. บทว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดการขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีการดับไปเป็น ธรรมดา คือดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านปิงคิยะผู้เป็นไปอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. บทที่เหลือ ในบททั้งปวง ชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือ พระอรหัต ด้วยประการดังนี้. และเมื่อจบเทศนา ท่านปิงคิยะได้ตั้งอยู่ ในอนาคามิผล.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka