มีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสบอกแล้วอย่างนั้น.
[๕๗๓] คำว่า ปราศจากมลทิน ในนิเทศว่า วิมโล ภูริเมธโส
ดังนี้ ความว่า ความชัง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ
อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นมลทิน มลทินเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอด
ด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงไม่มีมลทิน หมดมลทิน ไร้มลทิน ไป
ปราศจากมลทิน ละมลทินแล้ว พ้นแล้วจากมลทิน ล่วงมลทินทั้งปวง
แล้ว แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วย
พระปัญญาอันกว้างขวาง แผ่ไปเสมอด้วยแผ่นดินนี้ ปัญญา ความรู้ทั่ว
กิริยาที่รู้ทั่ว ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่าน
กล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา
เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ทรงมีพระปัญญากว้าง
ขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญา
กว้างขวางดังแผ่นดิน.
[๕๗๔] โดยหัวข้อว่า กามา ในอุเทศว่า นิกฺกโม นิพฺพโน
นาโค ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือวัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้
ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม เหล่านี้ท่านกล่าวว่า กิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้ แล้วทรงกำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละกิเลสกามแล้ว เพราะทรง