Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 485

เล่ม มมร. 67 หน้า 485 ข้อ 653 654
แล้ว เมื่อรู้อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อ รู้นิรุตติ นิรุตติก็แจ่มแจ้ง ญาณในฐานะ ๓ นี้เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา. พระผู้มีพระภาคเจ้าไปถึง ไปถึงพร้อม มาถึง มาถึงพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ทรงประกอบด้วยปฏิสัมภิทานี้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า มีปฏิภาณ บุคคลใดไม่มีปริยัติ ปริปุจฉาก็ไม่มี อธิคมก็ไม่มี ปฏิภาณของบุคคลนั้นจักแจ่มแจ้งได้อย่างไร เพราะฉะนั้น พระสัมพุทธ- เจ้าจึงชื่อว่า ไม่มีหลักตอ มีปฏิภาณ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึง กล่าวว่า ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้ว ย่อม เลื่อมใสอย่างยิ่ง พระสัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว ไม่มีหลักตอ เป็นผู้มีปฏิภาณ. [๖๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักแล้วซึ่งธรรมอันทำให้ เป็นอธิเทพ ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์ และผู้อื่นให้เป็นผู้ประเสริฐ พระศาสดาทรงทำซึ่งส่วนสุด แห่งปัญหาทั้งหลาย แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้. [๖๕๔] คำว่า เทพ ในอุเทศว่า อธิเทเว อภิญฺาย ดังนี้ ได้แก่เทพ ๓ จำพวก คือ สมมติเทพ ๑ อุปปัตติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑. สมมติเทพเป็นไฉน พระราชาก็ดี พระราชกุมารก็ดี พระเทวีก็ดี เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่า สมมติเทพ. อุปปัตติเทพเป็นไฉน เทวดาชาวจาตุมหาราชิกาก็ดี พวกเทวดา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka