Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 691

เล่ม มมร. 67 หน้า 691 ข้อ 821
นอแรดฉะนั้น.จริงอยู่ แม้เราเมื่อเที่ยวไปอย่างนี้ ก็บรรลุถึงสมบัตินี้ ด้วยประการฉะนี้. นิเทศมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล จบคาถาที่ ๓ คาถาที่ ๔๑ ๑๔) ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ กมฺมารปุตเตน สุนิฏฺิตานิ สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภชสฺมึ เอโถ จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บุคคลแลดูกำไลทองทั้งสองอันงามผุดผ่อง ที่บุตร แห่งนายช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว กระทบกันอยู่ในข้อมือ พึงทราบไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า ทิสฺวา คือ แลดูแล้ว. บทว่า สุวณฺณสฺส คือ แห่ง ทองคำ. บทว่า วลยานิ กำไลทอง เป็นปาฐะที่เหลือ. เพราะยังมี ความเหลืออยู่. บทว่า ปภสฺสรานิ คือ สุกปลั่ง. ท่านอธิบายว่า รุ่ง เรือง. บทที่เหลือมีความของบทง่ายทั้งนั้น. แต่โยชนาแก้ไว้ว่า เราเห็น กำไลทองที่มือจึงคิดว่า เมื่ออยู่รวมกันเป็นคณะ การเสียดสี การกระทบ กระทั่งในการอยู่ร่วมกันย่อมมี แต่เมื่ออยู่คนเดียว ความกระทบกระทั่งกัน ย่อมไม่มี จึงเริ่มวิปัสสนาแล้วบรรลุ. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า นปูรานิ คือ กำไล. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นิยุรานิ กำไลมือ. บทว่า ฆฏฺเฏนฺติ เสียดสีกัน คือกระทบกัน. จบคาถาที่๔ ๑. คาถาลำดับที่ ๑๔
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka