ผู้อันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว และอันไฟคือกิเลสไม่เผาอยู่ พึง
เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ เป็นผู้มีจักษุอันทอดลง คือมีจักษุทอดลง
เบื้องต่ำ. ท่านอธิบายว่า ภิกษุตั้งกระดูกคอทั้ง ๗ ท่อนไว้ตามลำดับ
แล้วเพ่งดูชั่วแอกเพื่อดูสิ่งที่ควรเว้นและควรถือเอา อธิบายว่า ภิกษุยืน
ไม่ให้กระดูกหัวใจกระทบกับกระดูกคาง. ก็การที่ภิกษุเป็นผู้มีตาทอดลง
อย่างนี้ไม่เป็นสมณสารูป คือไม่ควรแก่สมณะ. บทว่า น จ ปาทโลโล
ไม่เหลวไหลเพราะเท้า คือไม่ทำเป็นเหมือนคนที่คันเท้า ปรารถนาจะ
เข้าไปสู่ท่ามกลางคณะอย่างนี้ คือเป็นคนที่สองของตนคนเดียว เป็นคน
ที่ ๓ ของตนสองคน เป็นผู้เว้นจากการเที่ยวไปนาน คือเที่ยวไปไม่หยุด.
บทว่า คุตฺตินฺทฺริโย มีอินทรีย์คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วยบทที่เหลือ
ซึ่งกล่าวแยกไว้ต่างหากในที่นี้. บทว่า มานสา ในคำว่า รกฺขิตมาสาโน
ได้แก่ มานัส ใจนั่นเอง ใจนั้น อัน บุคคลนั้นรักษาแล้ว เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า รกฺขิตมานสาโน ผู้มีใจอันคนรักษาแล้ว. บทว่า อนวสฺสุโต ได้แก่
ผู้เว้นแล้วจากการตามรั่วรดของกิเลสในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ด้วย
การปฏิบัตินี้. บทว่า อปริฑยฺหมาโน ไฟกิเลสมิได้เผา คือกิเลสมิได้
เผาเพราะเว้นจากการรั่วรดของกิเลสอย่างนี้. อนึ่ง ผู้อันกิเลสในภายนอก
ไม่รั่วรด กิเลสในภายในไม่เผาอยู่. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า จกฺขุนา รฺปํ ทิสฺวา เห็นรูปด้วยจักษุ คือเห็นรูปด้วยจักขุ-
วิญญาณอันสามารถเห็นรูปได้ ที่เรียกตามโวหารว่าจักษุ ด้วยอำนาจแห่ง
เหตุ. ส่วนท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า จักษุย่อมไม่เห็นรูป เพราะ