Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 51

เล่ม มมร. 68 หน้า 51 ข้อ 0
หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็น แจ้งได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคี บุคคลเมื่อเห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดย ประการนั้น, ในกาลนั้น วิปัสสนา และสมถะ เป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน เป็นธรรมคู่กันเป็นไป. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา ธมฺมฏฺิติาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้อง ขวนขวายอยู่ตราบนั้น. ๕. อรรถกถาสัมมสนญาณุทเทส ว่าด้วย สัมมสนญาณ ชื่อว่า อดีต เพราะอรรถว่า ถึงแล้ว ถึงยิ่งแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ซึ่งสภาวะของตนหรือ ขณะมีอุปปาทขณะเป็นต้น, ชื่อว่า อนาคต เพราะอรรถว่า ไม่ถึงแล้ว ไม่ถึงพร้อมแล้ว แม้ซึ่งสภาวะของตนและ ขณะมีอุปาทขณะเป็นต้นทั้ง ๒ นั้น, ชื่อว่า ปัจจุบัน เพราะอรรถว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka