Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 370

เล่ม มมร. 68 หน้า 370 ข้อ 76
ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปีติผรณตา เพราะแผ่ปีติเกิดขึ้น. ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า สุขผรณตา เพราะแผ่สุขเกิดขึ้น. เจโตปริยปัญญา - ปัญญากำหนดรู้จิต ชื่อว่า เจโตผรณตา เพราะแผ่จิตแก่คนอื่นเกิดขึ้น. ทิพจักขุปัญญา - ปัญญาเกิดจากตาทิพย์ ชื่อว่า อาโลกผรณตา เพราะแผ่แสงสว่างเกิดขึ้น. ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต. แม้ข้อนี้ท่าน ก็กล่าวไว้ว่า ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปีติผรณตา, ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า สุขผรณตา, ปรจิตตปัญญา ชื่อว่า เจโตผรณตา, ทิพจักขุ ปัญญา ชื่อ อาโลกผรณตา, ปัจจเวกขณญาณของผู้ออกจากสมาธินั้น ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต. ปัจจเวกขณญาณนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นนิมิต เพราะถือเอา อาการที่เป็นไปของผู้ออกจากสมาธิแล้ว. อนึ่ง ในสมาธิมีองค์ ๕ นั้น ปีติผรณตา สุขผรณตา ดุจเท้า ทั้งสอง, เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ดุจมือทั้งสอง, จตุตถฌาน มีอภิญญาเป็นบาท ดุจมัชฌิมกาย - กายในท่ามกลาง ปัจจเวกขณนิมิต ดุจศีรษะ. ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระแสดงสัมมาสมาธิมี องค์ ๕ เปรียบบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหม่. บทว่า ฉ อนุสฺสติฏฺานานิ - อนุสติ . สตินั่นแล เพราะ เกิดขึ้นบ่อย ๆ จึงเรียกว่า อนุสติ, สติสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วย
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka